วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความดีเกียรติที่อยู่ใน หัวใจเรา

การทำดีนั้นยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ
เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่
และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว
แต่ละคนจึงต้องตั้งใจ และเพียรพยายามให้สุดกำลังใจ
ในการสร้างเสริมและสะสมความดี
พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๕
บทสรุป งานมอบประกาศเกียรติคุณเป็นบุคคลตัวอย่าง นายแพทย์วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ สาขาการแพทย์และสาธารณสุข ปี 2008 โดยคณะกรรมการอำนวยการจัดงานบุคคลตัวอย่างแห่งปี และนิตยสารเส้นทางไทย ณ หอประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่19 พย.2551
การที่มีโอกาสไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้บังคับบัญชาครั้งนี้ทำให้ได้พบบุคคลสำคัญที่อยากพบหลายท่าน อีกทั้งการจัดงานที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วย เกียรติ ปิติ ยินดี ของผู้ร่วมงาน ที่ยิ่งเน้นให้เห็นว่าการที่ใครสักคนได้รับการยกย่องเชิดชู หรือรู้ว่าตนเองได้กระทำดีไม่จำเป็นต้องประกาศตนเอง แต่จะมีคนอื่นเห็นคุณความดีนั้นแล้วบุคคลนั้นก็จะถูกเลือกให้ได้รับเกียรตินั้นเอง
มีบางท่านไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้คาดคิด ว่าเป็นการมอบประกาศเกียรติคุณ ไม่ได้เตรียมกล้องมาเก็บภาพกลับไป จึงได้โอกาสหาเพื่อนใหม่ไปด้วยการฝากเก็บภาพ บรรยากาศในงานให้กันและกัน ขอขอบคุณโอกาสดีๆเช่นนี้ หลังจากนั้นทีมงานยังต้องเตรียมตัวไปดูงานที่โรงพยาบาลศรีธัญญา และยังได้มีโอกาสไปท้องสนามหลวง เก็บภาพสวยๆมาฝากเพื่อนๆ

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พลังแห่งสี


เชื่อหรือไม่ มนุษย์สามารถมองเห็นสีด้วยตาเปล่าได้มากกว่าที่คิด คนส่วนมากจะรู้เพียงว่าวงจรสีมี 7 ระดับหรือที่เรียกว่า สเปคตรัม น้อยคนที่จะรู้ว่าตาคนเรามองเห็นได้มากกว่านั้นหากใช้เครื่องมือมาช่วย สามารถมองเห็นได้ถึง12 ลำดับ ศาสตราจารย์นิโคลัส โรรีช จิตรกรผู้มีวิญญาณของศิลปินอันมีชื่อเสียงที่สุดในยุคนี้ได้นำความเด่นของแสงสว่างมาใช้กับงานบนผืนผ้าใบ ด้วยวิธีการที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขากล่าวว่า สีเป็นผู้ควบคุมอนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบด้วยสีดำ เทา และพร่ามัว ทำให้มนุษย์มีสติสัมปชัญญะสูงส่งขึ้นทั้งสิ้น .... บางทีความลึกลับของสีอาจจะป็นดังคำจำกัดความของเกอร์เต้ที่ว่า สีเป็นความเจ็บปวดของแสง ก็ได้ด้วยเหตุผลที่แสงสีขาวบริสุทธิ์ หากลดคลื่นสั่นสะเทือนให้ช้าลง สีต่างๆจะปรากฏให้เห็นการกล่าวว่าสีเกิดจากความเจ็บปวด ก็คงได้
แม่สีมี 3 สีคือน้ำเงิน เหลือง แดงน้ำเงินเป็นสีของความตั้งใจ เหลือง เป็นสีของสติปัญญา สีแดงเป็นสีของความเคลื่อนไหว
ส่วนสีที่เกิดการผสมผสานเป็นหลากสีนั้นก็จะมีความเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของมันเองลองมาดูกันนะคะ
สีแดงออกน้ำตาล เป็นสีของความตระหนีถี่เหนียว เห็นแก่ตัว
สีแดงอิฐ เป็นสีของความโกรธ
สีแดงเข้ม บอกถึงกามราคะ
สีแสด มีความเชื่อมั่นจนเป็นความหลงตัวเอง
สีแดงสดใส เป็นสีของความเข้มแข็ง อดทน สุขภาพสมบูรณ์
สีชมพูสดใส เป็นสีของความรัก เป็นมิตรและอ่อนโยน
สีส้มสดใส เป็นสีเด่นที่คริสต์ศาสนาบอกว่าเป็นสีของจิตที่อยู่เหนือธรรมชาติ
สีส้มทองใส บอกถึงความเฉลียวฉลาด
สีเหลืองบริสุทธิ์ บอกถึงไหวพริบและความเฉลียวฉลาด
สีเหลืองทองเป็นประกาย เป็นสีของการปรับตัวเพื่อการรับและการถ่ายทอดสติปัญญา
สีเหลืองมะนาว เป็นสีของพระเจ้าจึงเป้นสีทางศาสนา
สีเขียว เป็นสีของความสมดุลย์ สงบ ฟื้นฟูและรักษา
สีเขียวมะกอกอ่อน เป็นสีแห่งความเห็นอกเห็นใจและความสงสาร
สีเขียวเทา เป็นสีของผู้มองโลกในแง่ร้าย
สีน้ำเงิน เป็นสีของจิตใจที่อยู่ในระดับสูง
สีม่วงไลแลค เป็นสีแห่งความรักที่สูงส่งของมนุษย์
เชื่อไหม......สีทุกสี มีคุณค่าในการบำบัดโรค สีแดง เป็นสีที่กระตุ้นและเสริมพลังให้ร่างกาย สีเหลืองให้ชีวิตและเร่งการทำงานของสมอง สีเขียวทำให้จิตใจสงบและรักษาระบบประสาท สีน้ำเงินเป็นสีให้แรงบันดาลใจและทำให้มีสติ สีม่วงเร่งเร้าและทำให้ขั้นตอนต่างๆเจริญเติบโตทั้งร่างกาย จิตใจมนุษย์ทุกคนต่างมีสีสเปคตรัมอยู่ภายในร่างกาย และเปล่งออกมาเรียกว่ารัศมีกาย เป็นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่กระจายออกจากร่างกายมนุษย์ ขึ้นอยู่กับความพิเศษเฉพาะบุคคล
อนาตค อิทธพลของสี จะเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตของเรามากขึ้น
แล้วคุณรู้แล้วยังว่าสีใด บอกความเป็นคุณ

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ให้ Empowerment สร้างความอบอุ่น


บทเรียนได้มาแบบ ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อวันอังคาร-พุธที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นการเรียนนอกห้องเรียนที่ตื่นเต้นที่สุด นับแต่เริ่มทำงานคุณภาพHAมา แม้เคยอบรมหลายหลักสูตรแต่บางเรื่องยังกลัวๆกล้าๆในภาคปฏิบัติ หรืออาจมีบางคนอบรมปุ๊ปลงมือทำทำทำทำ.....แล้วหยุดเพราะเหนื่อย
การเป็นผู้สังเกตการณ์ เรียนโดยไม่ต้องพูด เรียนโดยการรับฟัง เรียนด้วยการสังเกต เรียนด้วยการคิดสิบตลบ(วิธีคิดแบบที่11 กระมัง) เคยเล่ามาแล้วว่า เดี๋ยวนี้เราควรฟังกันให้มากขึ้น ครั้งนี้เช่นกัน การที่เราจะเสริมพลังให้แก่คนที่เป็นน้อง เป็นผู้ร่วมงาน เป็นทีมงานที่WORK ได้ดียิ่งขึ้นคือการเปิดโอกาสให้น้องได้พูดออกมา ให้เขาแสดงความคิดเห็น หลังจากที่ให้หลักการ ให้กรอบเค้าไป

เรามีหน้าที่ฟังให้ได้ยิน...... คอยช่วยล้อมๆกรอบไว้ บางครั้ง...พูดผิดบ้างก็หัดที่จะเฉยๆ การแทรกแซงทำให้การคิดหยุดชะงัก ลังเล หน้าที่คือพยายามหาส่วนที่จะชมให้ได้ เป็นการเสริมพลังที่ออกแรงน้อย แล้วเราจะได้บรรยากาศการประชุมยามเช้าที่สนุกขึ้น อบอุ่น ไม่มีการกล่าวโทษกัน
ในบทบาทของหัวหน้า บทบาทของพี่(อาวุโส) อาจทำให้เราชินที่จะพูดนำตามบทบาท เราอาจได้ชื่อว่าเป็นนักพูดที่เก่ง แต่ทีมของเราจะไม่ได้การเสริมพลัง ไม่ได้พัฒนาศักยภาพ
ทั้งที่เราทุกคนมีอยู่ในตัวตนของเรา..
ผลแห่งความเชื่อมั่น ไม่ได้วัดว่าพูดอะไร
ไม่ได้วัดว่าตะโกนอะไร
แต่วัดที่จิตศรัทธา อย่างไม่มีเงื่อนไข
จาก.....ตรงกลาง ที่ต่างกัน......

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ลับเลี่อย ให้คมไว้เสมอ LUNCH Talk

Community Of Practice:CoPชุมชนนักปฏิบัติปฐมฤกษ์ วันนี้เป็นเรื่อง ผู้ชนะ 10 คิด ในเมื่องานคือชิวิตไปแล้วแบบแยกขาดกันไม่ได้ ทุกคน ทุกระดับชั้นต้องลับเลื่อยให้คมเข้าไว้ เรียกว่าพร้อมรบทุกเวลา(เกี่ยวกันมั๊ยนี่ รบกับใคร?? ) หลายคนชอบอ่านหนังสือ หลายคนชอบฟังบรรยาย หลายคนถนัดพูดคุยกันแลกเปลี่ยนแนวคิด มีบางคนดูรายการTV ดีๆดูหนังดีๆ ก็ได้ข้อคิดแนวทางบางอย่างที่โดนใจ(ยัง...วัยรุ่น) แต่ใช่ว่าถ้าไม่มีกิจกรรมดังที่ว่ามาจะไม่มีการพัฒนาตนเอง เขาเหล่านั้นคงจะมีวิธีเป็นของตนเอง
โชคดีที่วันนี้ได้ฟังบรรยายในกลุ่ม CoP แถมรับของสมนาคุณ+ข้าวเที่ยง 1 มื้อ เรื่องวันนี้ท่านสามารถใช้ http://www.google.com/ พิมพ์ ผู้ชนะ10คิด ไปอ่านกันได้ค่ะ การท่องไปใน www. ...... เป็นทางเลือกที่นิยมขณะนี้
บรรยากาศเริ่มด้วย เพลงมันๆ ขณะรอวิทยากร ผู้เข้าประชุมเกินความคาดหมาย ทานเที่ยงไปก่อนหลายคนเพราะรอไม่ไหว...หิว ฟังการบรรยายไป พูดคุยกันไปรู้สึกไม่เครียด

รายละเอียดเนื้อหาที่พูดคุย ผู้ชนะ 10 คิด
การคิดเชิงกลยุทธ์ -ขบวนการคิดเชิงกลยุทธ์เป็นการกำหนดเป้าหมาย ที่ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยการจัดสรรทรัพยากร
การคิดเชิงอนาคต- คิดเพราะเป็นการคาดการณ์ที่ อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
การคิดเชิงสร้างสรรค์ -การแหวกม่านความคิดต่าง ๆออกไปเพื่อค้นพบในการแก้ปัญหาใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
การคิดเชิงวิพากษ์- ความตั้งใจพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนอ ไม่ด่วนสรุปการเห็นคล้อยตาม เป็นการตั้งคำถามท้าท้ายหรือโต้แย้งสมมุติฐานที่อยู่เบื้องหลัง พยายามเปิดกว้างทางความคิดออกสู่ความแตกต่าง ในด้านต่าง ๆมากขึ้นให้ได้ประโยชน์มากกว่าเดิม
การคิดเชิงบูรณาการ- ต้องคิดไม่แยกส่วน ต้องคิดแบบแกนหลักได้อย่างเหมาะสม ครบถ้วนทุกมุมมองไม่แยกส่วนในการแก้ปัญหา
การคิดเชิงวิเคราะห์ - วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน มีเหตุมีผลย่อมมีองค์ประกอบย่อย ๆ ที่ซ่อนอยู่ด้วย และองค์ประกอบนั้นมีความสอดคล้อง หรือตรงข้ามกันกับสิ่งที่ปรากฏ
การคิดเชิงเปรียบเทียบ- เพื่อวิเคราะห์กับเหตุการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ความสัมพันธ์ใกล้เคียงกันเพื่อให้เราลดความผิดพลาด
การคิดเชิงสังเคราะห์- เป็นความสามารถขององค์ประกอบต่าง ๆแล้วนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อ
ให้ได้สิ่งใหม่ตามความประสงค์ที่เราต้องการ ข้อดีของแต่ละอันมาสังเคราะห์เพื่อเป็นวิธีใหม่ที่นำมาใช้
การคิดเชิงมโนทัศน์ - การประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเข้าด้วยกันโดยไม่ขัดแย้ง เป็นการมอบภาพต่าง ๆให้มีความสอดคล้องกัน ให้เป็นภาพที่คมชัด กระชับสามารถอธิบายได้ เป็นการคิดรวบยอด สร้างกรอบความคิดให้ชัดเจน สามารถถ่ายทอดออกไปได้
การคิดเชิงประยุกต์- หมายถึง นำความสามารถที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้ในบริบทใหม่ นำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่

INFLUENCER THE POWER TO CHANGE ANYTHINK
เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตเปลี่ยน

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ดอกไม้สีฟ้า

การประชุมวันพยาบาล 108 ปี สมเด็จย่า ที่ผ่านมา
สังเกตเห็นทีมงานบาง ท่านติดเข็มกลัดดอกไม้ สีฟ้าสวย จนต้องเดินเข้าไปถาม แล้วได้มาประดับ 1 ดอก
ดอกไม้ในจินตนาการดอกนี้มีชื่อไพเราะว่า ดอกแก้วกัลยา
เป็นการรวมเอาดอกแก้วเจ้าจอมที่มีสีฟ้า
กับดอกแก้วสีขาวที่เรารู้จักกันดีว่าหอมชื่นใจ มีการจัดจำหน่ายเพื่อกองทุนผู้พิการ


ดอกโต กลีบบางสีฟ้าใสนี้
ชื่อว่าผักบุ้งฝรั่ง
GLORY




เนื้อเพลง ถึงเวลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์
ถึงเวลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์ ที่แห่งนั้นงามดังฝันคู่ควรเทพธิดา สู่สวรรค์ สู่ยังวิมานที่ปลายขอบฟ้า ก้มกราบอำลา ด้วยน้ำตาอาลัย ท่านลงมาจากบนฟ้าจากสวรรค์ เติมความฝัน ต่อชีวิตผู้คนทั้งใกล้ไกล สุดเหนื่อยล้า อุทิศชีวา เพื่อคนที่ยากไร้ เป็นภาพในใจ ไม่ลืมทุกอย่างที่ท่านทำ จากวันนี้ กลับสู่ฟ้าดังเดิม และคงไม่มีภาพเดิม ที่เคยได้เห็นได้จำ ไม่มีอีกแล้ว นางฟ้าองค์เดิม ท่องดินและถิ่นน้ำ แต่ภาพทรงจำ ไม่มีวันเลือนลบหายไป ถึงเวลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์ ที่แห่งนั้น งามดังฝันและดูสุดแสนไกล ยามคิดถึง ให้คิดทำดี ร่วมมีร่วมจุดหมาย นางฟ้าไกลไกล ท่านคงยังอยู่ข้างข้างเรา นางฟ้าองค์เดิม ท่านคงยังอยู่ข้างข้างเรา

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

จดบันทึก....ลับสมอง...


การจดบันทึกที่มีประสิทธิภาพ
ขอเสนอวิธีการ การจดโน้ตแบบเด็กคอร์เนล..... (Cornell Note Taking Method) การจดโน้ตนั้น คุณ Walter Pauk (1989) (from BYU website) ได้กล่าวไว้ว่า มันประกอบไปด้วยหลักสำคัญ 6R อันประกอบด้วย...
การจดบันทึกในห้องเรียน หรือ (Lecture Note) แม้ว่าจะผ่านการเรียนกันมาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีวิธีตายตัว หลายคนจดโน้ตมาแล้วแต่อ่านของตัวเองไม่ได้ อ่านไม่รู้เรื่อง ต้องไปยืมของเพื่อนมาอ่านอีก ก็กลายเป็นว่าเสียเวลาในห้องเรียนที่จะจดโน้ต แ่ต่ก็เสียเวลาเปล่า ครั้นจะไม่จดอะไรเลย ก็กลัวจะลืม
วันนี้ขอเสนอวิธีการ การจดโน้ตแบบเด็กคอร์เนล..... (Cornell Note Taking Method) การจดโน้ตนั้น คุณ Walter Pauk (1989) ได้กล่าวไว้ว่า มันประกอบไปด้วยหลักสำคัญ 6R อันประกอบด้วย
Record (บันทึก) ให้จดบันทึกสิ่งที่ได้เรียน และสิ่งที่เป็นความคิดของคุณลงไป แต่ไม่ต้องจดละเอียดทั้งหมด พยายามจดอย่างย่อ พยายามตัวย่อ หรือใช้สัญญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เพื่อให้จดบันทึกได้ไวขึ้น
Reduce (ย่อ) หลังจากเรียนเสร็จ ก่อนนอนให้อ่านโน้ตของตัวเองอีกครั้ง หรือพยายามเขียนให้สมบูรณ์ขึ้น ให้ตัวเองอ่านได้เข้าใจมากขึ้น ถ้าสามารถสรุปความประเด็น หรือย่อประเด็น และสร้างคำสำคัญ ของเรื่องที่เรียนในหน้านั้นได้ด้วย ให้จดเพิ่มเติมไว้ข้าง ๆ ในการย่อความนี้อาจจะเกิดปัญหา จะได้ความคิดว่าโน้ตที่จดมานั้นบอกอะไรกับเรา จึงให้จดคำสำคัญ แผนภาพความคิด หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย (น่าจะใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ต่อการเรียน 1 คาบ (1 ชั่วโมง 15 นาที) )
Recite (คิดใหม่) อ่านทบทวนอีกรอบ ด้วยความเข้าใจของตัวเราเอง พยายามพูดหรือคิดในอีกมุมหนึ่งที่เป็นภาษาของตัวเอง ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย โดยดูจาก คำสำคัญ และคำถามที่ได้เคยตั้งไว้ พยายามหาคำตอบจากโน้ตที่จดมา (อาจจะทำแค่สัปดาห์ละสองครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง)
Reflect เป็นการสังเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้ เข้ากับความรู้อื่นที่เรามี พยายามคิดออกนอกตำรา หรือจากโน้ตที่จดมา เช่น จะพัฒนาความรู้นี้ไปใช้จริงได้อย่างไร เพราะเหตุใดเรื่องที่เราเรียนนี้ถึงมีความสำคัญ เรื่องที่เรียนนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นที่เรียนมาอย่างไร ( อาจจะทำควบคู่ไปกับ Recite) หลังจากทำ Recite และ Reflect แล้ว อาจจะจดเพิ่มเติม สามารถสรุปประเด็น และจดเพิ่มเติมได้ในส่วนข้างโน้ต (ที่เดียวกับที่จด Reduce)
Review พยายามอ่านทบทวนและทำการคิดใหม่ (Recite) โดยการดูโน้ตที่จดมาบ่อย ๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งก็ยังดี
Recapitulate (สรุป) หลังจากได้ทำการ 5R ดังที่กล่าวมาแล้ว ถึงคราวใกล้จะสอบ หรือทำเมื่อความคิดกระจ่างชัดเจนแล้ว รู้ว่าสิ่งที่จดมานั้นมีความคิดรวบยอด (main idea) เป็นอย่างไร ก็ให้จดสรุปไว้ด้านล่างของโน้ต
จากแนวคิด 6R นี้เห็นได้ว่า กระดาษโน้ตที่จดนั้น ควรจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1) ส่วนจดเนื่อหาในห้องเรียน
2) ส่วนจดด้านข้างสำหรับ คำัสำคัญ ย่อประเด็น คำถาม ที่เกิดจาก Reduce Process ข้างต้น
3) ส่วนจดความคิดสรุป (main idea) ด้านล่างของโน้ต
.....ขอบคุณต้นฉบับ......

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2551

จากอรุณสวัสดิ์ ...ถึงแผนยุทธศาสตร์

ตื่นเช้า มาวันนี้ก่อนลืมตา ใจก็นึกก่อนว่า...เมื่อคืนฝันดี ฝันร้าย เผื่อเอาไปวางแผนการทำงานวันนี้......ตั้งแต่ฟังเรื่องการทำแผนมาผู้สอนมักจะยกตัวอย่าง เยี่ยงนี้ทุกครั้ง ปีนี้กรรมการทำแผน กำหนดออกแผน ปี2552ไว้ว่า ก่อนกรกฎาคม แต่ไหงเลยมาจนตุลาคมแล้วเพิ่งคลอด( Prolong Labour) คิดเอาเองว่าคงรอแผนของกลุ่มการพยาบาล
การประชุมการทำแผนยุทธศาสตร์เมื่อ 6-8 ตค.2551 ที่ผ่านมาหลายคนบอกน่าจะจัดแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เข้าใจขึ้นมากดีกว่าไปประชุมที่อื่น ที่ไม่ได้ช่วยกันคิด ไปแค่ 3-4 คน ไม่กล้าเสนอความเห็น ไม่ได้ทำจากข้อมูลจริงๆจากการร่วมกันค้นหาจุดอ่อน-แข็ง-โอกาสพัฒนา ของระดับกลุ่มการพยาบาล ระดับPCT ระดับหน่วยงาน
สิ่งที่เรียนรู้จากการเข้าร่วม ประชุมครั้งนี้-เตรียมข้อมูล/นโยบาย/Core Value/Indicatorที่เกี่ยวข้องไม่เพียงพอ - การมองประเด็นสำคัญตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ - ช่วงเวลาที่จัดควรก่อนเดือนสิงหาคม-จำนวนกลยุทธ์ทั้ง13 กลยุทธ์ดูมากไปสามารถรวบเข้าด้วยกัน -ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์โรงพยาบาลเพื่อนำไปทำแผนปฏิบัติการ แต่สุดท้าย เราก็ได้ Action Plan ที่ไม่นิ่งกันไปทุกหน่วยก็แล้วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551

108 ปี สมเด็จย่า ประชุมวิชาการพยาบาลครั้งที่2 ที่บางนรา

แล้ววันดีดี ของพยาบาลก็มาถึงอีกปี ถ้าจะนับเป็นพี่เป็นน้อง ในแวดวงการจัดประชุมวิชาการ ต้องขอเป็นรุ่นน้องเพราะเพิ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 เรามีการปรับปรุงมาจากครั้งแรกอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่ารูปแบบ เนื้อหาวิชาการ เอกสาร อีกทั้งของชำร่วย(ฟรี ฟรี) และที่สำคัญครั้งนี้เป็นความร่วมมือกับ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ คนใกล้ชิด แบบในรั้ว(กำแพง)เดียวกัน การเตรียมงานแบบพี่ๆน้องๆ มีอะไรคุยกันง่ายจริงๆ
การประชุมพยาบาลทั้งประเทศจะจัดในเดือนตุลาคม ของทุกปี และเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จย่าในปีนี้ ครบ108ปี แล้วที่พระองค์ท่านสถิตอยู่ในดวงใจ ของเราทุกคนไม่เฉพาะแต่พยาบาลเท่านั้น
ก่อนการเตรียมงานประชุม ขลุกขลักกันนิดๆเพราะเป็นช่วงที่โรงพยาบาลกำลังรับICV จากทีมพรพ การทำงานแข่งกับเวลาจึงเกิดขึ้น หลายคนบอกเสร็จงานจะลาพักร้อน เพราะอ่อนล้า นั่งหลับขณะสรุปงานประจำวัน แต่บางคนคึกคัก เกิดการเรียนรู้ในกิจกรรมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะท่านรองแพทย์กับการจัดนิทรรศการครั้งนี้สนุกจริงๆ
ถ้าพูดถึง Theme ของงานปีนี้จะว่าไปแล้วก็ไม่ชัดเจนเหมือนปี50 คือ...พัฒนาคน พัฒนางาน มุ่งสู่มาตรฐาน...เนื่องจากปีนั้นเน้นHA อยู่ด้วย พอมาปีนี้ก็ยังICV ติดๆกันมาเลยไม่ได้เน้น Theme เอาเป็นว่า ... พัฒนาคน พัฒนางานเพื่อคุณภาพบริการ...นะคะท่าน
ใน 3 วันที่ผ่านมาประกอบด้วย เนื้อหาวิชาการส่วนใหญ่เป็นเรื่องคุณภาพการดูแล การบริการผู้ป่วย การแบ่งปันความรู้ด้วยการพูดคุยแบบสุนทรียสนทนา จริยธรรมที่นำมาปฏิบัติได้จริง การนำเสนองานวิจัยของหอผู้ป่วย และมีการประกวดผลงาน นวตกรรม ของหน่วยงาน ที่สำคัญได้ CNEU 16 หน่วย
ในส่วนผู้บริหารก็มีรางวัลให้เป็นกำลังใจในการคิดพัฒนางานให้ชื่นใจ ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆค่ะ ต้องขอขอบคุณผู้บริหารสูงสุดที่ผลักดันให้เกิดการประชุม ติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว และในปีหน้า คาดว่าจะประสบผลที่ดีขึ้นค่ะ

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ต้องให้เวลา เมื่อต้องการเปลี่ยน


เมื่อรับนโยบาย การบริหารยาเพื่อความปลอดภัยมาเป็นจุดเน้นการทำงานปี 2551 สิ่งที่เคยทำมาเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการ์ดยา สีหลือง สีเขียว สีชมพู ทุกตึกต้องมีล็อกใส่การ์ดยา(คู่ชีพ)
การยกเลิกการ์ดยา เพื่อลดความผิดพลาดในการลอกลายมือ ได้รับยาRealtime แถมยังต้องเพิ่มงานดักจับความเสี่ยงทางยาแต่ละราย ส่งอุบัติการณ์ระดับF G H I การเตรียมและทำความเข้าใจกับน้องๆสำคัญมาก โดยเฉพาะใน ICU ที่มียาจำนวนมาก เทคนิคทุกรูปแบบถูกนำมาใช้ร่วมกัน ทำให้คิดถึงการหย่าเครื่องช่วยหายใจ(ฮ่าๆๆ)
........1-2 สัปดาห์แรกพยาบาล Med เกือบเป็นโรคจิตย้ำคิด ย้ำทำ กลัวพลาดน้องๆตรวจสอบกันแทบทุกชั่วโมง มีปัญหาลืมให้น้ำระหว่างมืออาหาร ลืมพ่นยา ซึ่งเป็นคำสั่ง one day ก็แก้ปัญหาโดยเขียนโน้ต จดไว้ส่วนตัวบ้าง
............ช่วงนี้เรียนรู้ว่าการเปิดโอกาสให้น้องๆ คุยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จากที่เคยทำในรพ.เอกชน สามารถนำมาปรับใช้ได้ บางวันคุยกันเป็นชั่วโมง เกิดการปรับเปลี่ยนรายละเอียดสัปดาห์ละ 2 ครั้งแต่ทุกคนก็ยินดี
.......3-4 สัปดาห์ต่อมาหลังปรับระบบ ทำรถเข็นยาเฉพาะเตียง ทำการค้นหาสาเหตุRCA ทีมเรากำหนดแนวทางการทำงาน แล้วสื่อสารเพื่อนร่วมงาน ได้แก่การห้ามยืมยาระหว่างเตียง ต้องRealtime ต้องเน้นให้ดักจับความผิดพลาดระดับ F G H I เน้นการตรวจสอบ chart ทุกเวร ลดจำนวนยาสำรองทั้งยา HADและยาทั่วไป
........2 เดือนผ่านไป ระบบเริ่มเข้าที่ ข้อตกลงต่างๆถูกนำไปปฏิบัติ น้องไม่ต้องจดบันทึกกันลืมแล้ว order one day มีเทคนิคจัดการที่ดีขึ้นทุกคนยอมรับร่วมกัน และสิ่งที่ต้องนำมาปรับไปพร้อมกันคือการให้สารน้ำ ชนิดต่างๆ แผนพัฒนาต่อไปคือ การทำ daily dose

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เรา ต้องฟังกัน ให้มากขึ้น

ครั้งนี้เป็นประโยคสั้นๆ ที่ได้ยินและกระทบจิตใจ จังๆ คือ
...เราต้องฟังกันให้มากขึ้น...ซึ่งได้เรียนรู้จากการติดตามอาจารย์ผู้เยี่ยมสำรวจ
การที่จะให้น้องที่อยู่หน้างาน อยู่กับการทำงานที่หลากหลาย ยิ่งผ่านประสบการณ์มานาน เรื่องราวต่างๆสั่งสมมากขึ้น บางครั้งเราทำงานกันกันเป็นประจำ พี่บอกให้น้องทำ น้องก็ทำไป จนกลายเป็นการทำงานปกติ จนในบางครั้งลืมกลับไปคิดถึงวัตถุประสงค์หลัก วิธีการทำงานนั้นทำให้งานบรรลุผลดี
ครั้นถึงวันนึงมีคนมาถาม ให้เล่าเรื่อง เล่าที่มา เล่าขั้นตอนที่ได้แนวทางเหล่านั้นให้ฟัง
.....เราต้องให้เวลาน้องลำดับเหตุการณ์ ช่วงเวลานั้นทุกคนนิ่งเงียบ ( หลายอึดใจ)
สายตาที่มองพร้อมลุ้นระทึก จนกระทั่งเรื่องเล่านั้นถูกเล่าให้เราได้ยิน ให้เราได้ฟัง

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

โรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว ( หลายครอบครัว)


เมื่อวันที่16-17 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้เป็นทีมที่ต้องถูกประเมินโดยตรง แต่ก็เอาใจช่วยพี่ๆ น้องๆ แบบว่า....ระทึกเหมือนกันโดยเฉพาะตอนที่ทีมประเมินแสดงระดับคะแนน กับตอนจบ...ว่าให้ผ่านการประเมิน ระดับทอง งานนี้เห็นความตั้งใจของผู้บริหารทุกระดับ โดยเฉพาะสาขาสูตินรีเวชกรรมเพื่อให้ยุทธศาสตร์ เร่งรัดงานอนามัยแม่และเด็กผ่านไปได้อย่างแข็งขัน แม้จะต้องทำงานในช่วงถือศีลอด ทีมงานก็ไม่ยอมท้อถอย ยิ่งใกล้วันเยี่ยมหากเดินผ่านอาคารแม่และเด็กจะเห็นเงา ตะคุ่มๆซักซ้อมกันแบบพี่ๆ น้องๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องตามมาหลังการเป็นแชมป์ ก็คือ การรักษาแชมป์ไว้ให้ยั่งยืนที่สุดใช่ไหมคะ สมกับที่ได้รับรางวัลครั้งนี้ โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว หลายครอบครัวเราด้วยนะคะ

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

เรื่องเล่าจากประชุมพัฒนาระบบบริการ รพท./รพศ ภูเก็ต 10-12 กย.2551

Green Hospital หากใครได้ยินคำนี้แล้วอาจวาดภาพว่า โรงพยาบาลนั้นคงเขียวชะอุ่ม ร่มรื่นไปทั้งโรงพยาบาล ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ผิดหรอกค่ะ การมองภาพที่ชัดอาจต้องชวนทีมงานด้านสิ่งแวดล้อม งานIC RM มาช่วยกันสร้างความเป็น GREEN เพื่อที่จะได้ทั้งความร่มรื่นของที่ทำงาน ความสะอาด ความปลอดภัย และดูแลโลกใบนี้ไปพร้อมกัน แนวคิดจากนิทรรศการได้แก่ การสร้างปอดในโรงพยาบาลซึ่งมักเป็นสถานที่ที่ไม่น่าอภิรมย์ แม้ไม่ใช่รีสอร์ท แอนด์สปา โรงพยาบาลก็สวยได้
การที่มีถังแยกขยะเป็นชนิด จำพวก ที่ชัดเจน บางแห่งทำเหมือนว่าเวลาจะทิ้งขยะ ต้องหย่อนทีละชิ้น แบบเล่นหมากขุม จนตอนนี้เกมส์คอมพิวเตอร์เข้ามาแทนจนสมัยนี้หายากแล้ว
การแปลงขยะเป็นเงิน การนำกลับมาใช้ใหม่
การทำดนตรีบำบัด ซึ่งทำให้เกิดการผ่อนคลาย ลดความเครียด
การใช้สีที่สวยงาม มาใช้ทาอาคาร ด้วยความเชื่อว่าสีเปลี่ยนอารมณ์ บำบัดอาการซึมเศร้า กระตุ้นประสาทสัมผัส
ต้องขอขอบคุณ ทีมงานโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ที่อำนวยความสะดวก บริการผู้เข้าประชุมจากนราธิวาส และที่ทำให้ได้แนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

เมื่อถึงคราวเด็ก เป็นใหญ่ใน I C U

พี่น้องเอ๋ย....2 สัปดาห์ที่ผ่านมาทัมมัยบ้านเรา (ICU รวม) กลายเป็น PICU ไปแล้ว 50 % เป็นคนไข้เด็กเครื่องไม่พอแล้วพี่...น้องๆเริ่ม ร้องคราง หงิงๆๆ....

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

เรามีชีวิตที่ “ขาดทุน” หรือ ได้กำไร


หลายคนถึงกับบ่นกับตัวเองว่า เมื่อไรจะถึงวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันเสาร์-อาทิตย์ (สำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศ หรือรับราชการ) .....ซึ่งการคิดแบบนี้จะเห็นได้ทันทีว่าพวกเขาเหล่านี้จะมีชีวิตที่ “ขาดทุน” ไปทุกๆสัปดาห์ เพราะสัปดาห์หนึ่งๆ จำต้องทนทุกข์ทรมานไป 5 วัน โดยที่รู้สึกสุขได้เพียงแค่ 2 วัน เรียกว่าต้องขาดทุนสะสมไปเรื่อยๆทุกสัปดาห์ แต่ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่นี้ที่มองเห็นงาน ปัญหา และชีวิตว่าเป็นสิ่งเดียวกัน จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพร่ำสอนอยู่เสมอว่า “ความสุขที่แท้ มีอยู่แต่ในงาน”

การเรียนรู้ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่นี้จะสร้างมุมมองที่ค่อนข้างจะเป็นองค์รวม (holistic view) คือมองเห็นงาน เห็นปัญหา เห็นชีวิต ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน มองว่าปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของงาน และมองเห็นงานเป็นกระบวนการที่สำคัญของชีวิต จนอาจเข้าใจลึกซึ้งถึงขั้นที่เห็นว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ตามคำกล่าวของท่านอาจารย์พุทธทาสเลยทีเดียว ในขณะที่กระบวนทัศน์เดิมจะมองงานด้วยสายตาที่คับแคบกว่ามาก คือมองเห็นงานว่าเป็นเรื่องของการทำมาหากินประกอบอาชีพ เพื่อให้ได้เงินมาสำหรับจับจ่ายใช้สอยเพียงเท่านั้น ผู้ที่คิดเช่นนี้ มักจะเห็นงานว่าเป็นสิ่งที่ยากลำบาก
................ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด สคส.

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ตัวเรา แน่แล้วหรือ ที่เป็นอยู่....


อะไรกันแน่....ที่เป็นสิ่งที่ต้องการ มันมีต้นกำเนิด ‘มาจากตัวตนที่แท้จริง (authentic self)’ หรือ ‘มาจากความกลัว’ ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับนับถือ เราก็ต้องแสวงหาเครื่องประดับให้กับภาพลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ตำแหน่ง ด้วยความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ
ชีวิตที่แบ่งแยกจากตัวตนอันแท้จริงเป็นชีวิตที่เหนื่อยหน่าย ในบางครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรเลย เป็นเพราะใช้พลังงานไปกับการเล่นตามกฎของผู้อื่น เพื่อกักขังความต้องการของความจริงภายใน ปฏิเสธว่าตัวเองไม่มีคุณค่าพอที่จะยืนยันความต้องการ เราทุกคนต่างครอบครองของขวัญล้ำค่า เป็นเครื่องมือเพื่อนำตัวตนที่แท้จริงออกมาปรากฏสู่โลก สิ่งนั้นคือตัวของเรา ด้วยร่างกายและความคิด เราสามารถนำสิ่งที่ตัวตนภายในเรียกร้อง สร้างให้เป็นจริงขึ้นมาผ่านการกระทำ หากสิ่งที่ต้องการนั้นเป็นตัวตนของเรา มันก็คุ้มค่าที่จะเจ็บตัวกับการเดินผ่านกำแพงอุปสรรค มันเพียงแค่เตือนว่าเรายังกระทำเพื่อรับใช้ตัวตนภายในได้ไม่ถูกต้อง
ในที่สุด เราอาจได้เรียนรู้ว่าจะกระทำในเรื่องที่ “มิอาจไม่กระทำ” ได้อย่างไร เพราะสิ่งนั้น เป็นเสียงที่มาจากภายใน ซึ่งเป็นของขวัญเฉพาะของตนเอง เรามีหน้าที่เรียกคืนสิทธิอันชอบธรรม ที่จะนำของขวัญนี้มาสู่โลก โดยผ่านการกระทำซึ่งมาจากความจริงแท้ของตนเอง.....คัดบางตอนจาก...นพ.กิจจา เจียรวัฒนกนก

เก่า+ใหม่...รอยต่อของแบบประเมิน

2 สัปดาห์นี้ทุกหน่วยงานระดมทีม( เล็กๆ) ทำความเข้าใจกับแบบประเมิน HA
ได้แนวทางการเขียนมาแล้วจากศูนย์คุณภาพ...ตอบแล้วเหมือนอึดอัดยังไงไม่รู้ มีข้อจำกัดที่ ไม่เกิน 15 หน้า หัวข้อก็เปลี่ยนไป ....น้อยลงน่าใจหาย
หลังทีมพรพ.มาเยี่ยมให้คำปรึกษาอีกครั้ง เราก็ได้แนวทางที่เป็นรูปธรรม ชัดเจนขึ้นคราวนี้เราไม่หลงแล้ว แต่.. แต่.. Mangement By Fact ( low fat)...เป็นเรื่องไม่ง่ายจริงๆ ทั้งยังต้องเติมรายละเอียดที่ทำให้มีเรื่องราวแน่นขึ้น
2 วันแรกที่เริ่มเขียน....ระดับโรงพยาบาล บางครั้งเขียนไปก็ลืมตัวเอาเรื่องที่เป็นการปรับปรุงล่าสุด ( อาจเป็นนวตกรรมไปแล้ว หรือQA )กลายเป็นมองไม่เห็นว่าเป็น PDCA...วงจรการพัฒนาที่ลงทุน ลงแรงไม่ได้เล่าเรื่องราว.... เอ้าย้อนใหม่อีก กลายเป็น Draft 1-2-3 และที่ยากกว่าคือการติดตามตัวชี้วัด จากการพัฒนา เป็นการยืนยัน
ต่อ......หลังจากส่งแบบประเมินตนเองไปให้ทีมเยี่ยมแล้วไม่นาน เราก็ได้ตารางลงเยี่ยมตามขั้นตอน ทำเอาคึก+เครียดกันเป็นแถววววว...วันที่22-25 กย. นี้แล้วสินะ

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรื่อง เล่าจากงานประชุมวิชาการ ที่ไม่ได้สมัครไป


ก่อนหน้านี้พี่หน.งานไอซียู ถามแล้วว่าไปประชุมวิชาการกันไหม ก็ตอบว่าคงไม่ว่าง ทีมจัดงานเชิญไปช่วยเป็นกรรมการตัดสินงานพัฒนาคุณภาพ ของPCU ที่ไม่ถนัดก็ปฏิเสธอีก....
บ่าย 2 โมงพี่หน.งานโทรมาบอกช่วยมาเป็นกรรมการตัดสินบอร์ด ของรพ.ในจังหวัด ด่วนเลยไม่มีคนดูให้จริงๆ เดี๋ยวมีคุณหมอมาอีกคน นะช่วยหน่อย แย่แล้วววววววว........โอเคค่ะ รอแป็ปว่าแล้วก็บึ่งรถไปโรงแรมที่จัดงานภายใน 10 นาที
ไปถึงตะลึง...จังงังนิดๆ...บริเวณล็อบบี้ แน่นไปด้วยงานนำเสนอ รูปแบบสวยงาม ไม่แพ้งานใหญ่ๆที่เคยไปมาแล้ว เดินไปสมทบทีมกรรมการที่แยกเป็น นวตกรรม งานทางคลินิก การประเมินคะแนนจำนวน 21 บอร์ดเล่นเอาเมื่อยขาเหมือนกันแต่ได้อะไรดีมาไม่น้อย ได้แก่การปรับระบบการบริการผู้ป่วยนอก การออกแบบบันทึกข้อมูลให้เอื้อต่อการดูแลผู้ป่วย การลดความเสี่ยง การเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยโรคต่างๆ การใช้เครื่องมือคุณภาพเช่นTRACER RCA PDCA แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้คะแนนลดหายไป คือ ผลลัพท์ของการพัฒนาที่นำเสนอมา เป็นกำลังใจให้ในโอกาสหน้านะคะ

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2551

HAppY Train วันละนิด จิตตื่นตัว ชัวร์เป้าหมาย

บรรยากาศยามเช้าเป็นเวลาที่ ดีที่สุดที่เราทั้งหัวหน้าและน้องๆๆใน ICU จะได้เล่าเรื่องราวที่ผ่านมา ให้เพื่อนร่วมแผนกได้ฟัง การได้แลกเปลี่ยนความเห็น แบ่งปันทักษะและที่สำคัญ การที่เรามีข้อเสนอแนะ เพื่อที่จะทำให้งานของเราสะดวก ราบรื่น....
การมีกรอบในการมองเป็นสิ่งที่สำคัญ หากต้องการ มาตรฐานจึงเป็นที่มาของการ
รับส่งเวรแบบ C C C T H E R ซึ่งเป็น 1 ในกิจกรรมทบทวน 12 กิจกรรมการดูแลขณะอยู่โรงพยาบาล
แม้จะผ่านระดับ2..3 ของบันได HA ไปแล้ว ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่ายที่สุดเห็นผล ทันการณ์

หลังได้มีการทบทวนไป คุยกันไป บางวันโฆษณามากไปไม่ว่ากัน มีความสุขดีแต่...เอจะให้จดบันทึกทุกวันก็ไม่ค่อยทัน เลยกลายเป็นที่มาของการสมัครทำบล็อกนี้เอย
...รวมพล คนหน้างาน ต้องรู้ทุกเรื่อง...
.....บันทึกเผื่อคนอื่นๆ และน้องๆมาร่วมแสดงความคิดเห็น.....
ต้องสมัครก่อนนะคะ

คลังบทความของบล็อก