วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โฆษณา ชีวิต

สัปดาห์ที่แล้วน้องที่ทำงาน ถามว่าแม่ติ๋ว ที่โฆษณาของประกันชีวิตพูด ถึงมีจริงหรือเปล่า นี่คือคำตอบ
โดย ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 มิถุนายน 2552
ถึงวันนี้หลายคนคงรู้จักแม่ติ๋วแล้ว แม่ติ๋วคือผู้ก่อตั้งและดูแลบ้านโฮมฮัก จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นต้นแบบของโฆษณาของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ปัจจุบันบ้านโฮมฮักยังมีภาระดูแลเด็กติดเชื้อจำนวนมาก ตัวแม่ติ๋วเองก็เป็นที่ทราบกันว่าไม่สบายด้วยโรคมะเร็งวันที่แม่ติ๋วมาเล่าเรื่องราวให้ฟังในการประชุมจิตวิวัฒน์นั้น ไม่บอกไม่รู้ว่าแม่ติ๋วเป็นมะเร็งแม่ติ๋วเล่าว่าเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เริ่มทำงานด้านสาธารณสุขที่ดอยสูงจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้นเดินเท้าสี่สิบห้าวันมาที่จังหวัดเชียงราย ทำค่ายมวยอยู่พักหนึ่ง แล้วเข้ากรุงเทพมหานครทำงานกับเด็กในสลัม ต่อมาไปสร้างบ้านพักพิงสำหรับเด็กติดยา ได้ดูแลรักษาเด็กติดยาหลายคนให้กลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องพึ่งเมธาโดน (ยาบรรเทาอาการปวด ที่ใช้ในการเยียวยาผู้ติดยาเสพติด) เลย หลังจากพบปัญหาการทำงานกับฝ่ายบ้านเมืองเพราะเรื่องยาเสพติดจึงหันมาดูแลเด็กติดเชื้อและเด็กที่ถูกกระทำรุนแรง และนั่นเป็นที่มาของบ้านโฮมฮักซึ่งมีอายุยี่สิบสองปีในวันนี้แล้วช่วงที่แม่ติ๋วเดินทางเพื่อค้นหาตนเองนั้น ท่านใช้ชีวิตเรียบง่ายไปจนถึงลำบาก บางครั้งกินไส้เดือนเป็นอาหารแต่ก็มิได้ถึงกับกินโดยไม่มีความรู้ ท่านพอรู้เกี่ยวกับเรื่องพื้นบ้านและการใช้ชีวิตกับธรรมชาติจากคุณยายตามสมควร การทำงานกับเรื่องยากๆ เช่น ชาวเขา เด็กสลัม เด็กติดยา เหล่านี้พาเอาปัญหาสารพัดโหมกระหน่ำใส่แม่ติ๋วไม่หยุดยั้ง ท่านก็ต่อสู้ของท่านเรื่อยมา ไม่มีทฤษฎี ไม่มีสูตร ไม่มีวิชาการ หลายเรื่องที่เล่าให้ฟังนั้นหนักไปทางต้องทำเพราะไม่มีทางถอย และลองผิดลองถูกเพราะไม่มีทางเลือกเสียมาก ท่านออกตัวบ่อยครั้งว่าท่านเป็นคนธรรมดาจนมาถึงสองเรื่องสุดท้าย คือเรื่องท่านเป็นมะเร็งและเรื่องการอยู่ร่วมกับเด็กติดเชื้อที่บ้านโฮมฮัก ซึ่งมีเรื่องเล่ามากมายบันทึกให้ศึกษาได้ไม่รู้จบเรื่องแรกเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของแม่ติ๋วเอง ณ วันนี้ท่านปฏิเสธการรักษามะเร็งด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน ในขณะเดียวกันท่านก็ไม่ได้รักษาแพทย์ทางเลือกอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีหลายครั้งที่ท่านไร้เรี่ยวแรงถึงนอนซมหรือเดินไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่เด็กติดเชื้อบ้านโฮมฮักไม่สบาย เจ็บหนัก ได้รับอันตราย หรือต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นการด่วน แม่ติ๋วก็จะลุกเดินได้อีกครั้งทุกทีไป แล้วอาการเจ็บหนักของตนเองก็ทุเลาชั่วคราว มีบางครั้งท่านท้อจนถึงที่สุดต้องหลีกหนีจากบ้านโฮมฮักไปเก็บตัวบ้าง แต่เมื่อตระหนักว่าชีวิตของตนควรทำอะไร เมื่อเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่ากายป่วยได้แต่ใจไม่จำเป็นต้องป่วยด้วย ท่านก็กลับมาบ้านโฮมฮักและไม่ไปไหนอีกเลยจะเห็นว่าเราเป็นผู้ควบคุมชีวิต ไม่ใช่มะเร็งแม่ติ๋วเล่าเรื่องการอบสมุนไพรหลายตอน พอประมวลความได้ว่า ท่านเริ่มอบสมุนไพรเพราะไม่รู้จะทำอะไร ในครั้งแรกท่านนอนในที่นอนขนาดใหญ่อะไรบางอย่างคล้ายโลงแล้วเอาสมุนไพรนานาชนิดมาสุมไฟโดยไม่มีส่วนผสมที่ชัดเจน ความร้อนทำให้ท่านต้องลุกหนี นั่นแปลว่าท่านยังมีแรงอีกมาก มั่นใจได้ว่าไม่ตายง่าย หลังจากนั้นแม่ติ๋วและเด็กๆ บ้านโฮมฮักก็ดูเหมือนจะเข้ามาช่วยกันอบสมุนไพรให้ท่านเป็นที่สนุกสนานแบบทดลองประดิษฐ์ท่อสร้างกระโจมกันเอง สมุนไพรไม่ต้องหาซื้อและไม่คิดจะลำบากลำบนไปไกลๆ เพื่อหามา แต่หาเอาเท่าที่หาได้หรือปลูกไว้ใช้เองใกล้ๆ บ้าน หลังอบเสร็จก็มักจะมีเด็กๆ บ้านโฮมฮักมาต่อคิวขออบต่อเสมอๆ กลายเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขถ้วนหน้าสำหรับสมาชิกบ้านโฮมฮักจะเห็นว่าองค์ประกอบของสมุนไพรไม่มีความหมาย ที่มีความหมายมากกว่ากลับเป็นกระบวนการทั้งหมด นั่นคือได้สมุนไพรมาด้วยความสบายใจ กรรมวิธีการอบกลายเป็นศูนย์รวมความสุขและความรักของเด็กๆ ที่มีต่อแม่ติ๋ว รวมทั้งความสุขเล็กๆ น้อยๆ หลังจากอบเสร็จแล้ว จึงว่าที่สำคัญกว่าวิธีการมักเป็นเรื่องบริบท ถ้าเราแยกแม่ติ๋วออกไปอบสมุนไพรที่อื่น เท่ากับเราต้องแยกแม่ติ๋วออกจากบริบทด้วย ถ้าเราให้ผู้เชี่ยวชาญการอบสมุนไพรเข้าไปสร้างห้องอบได้มาตรฐานพร้อมทั้งแนะนำส่วนประกอบของสมุนไพรให้แน่ชัด บริบทที่มีเด็กๆ มารายล้อมก็อาจจะหายไปด้วย เหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่าผลของการอบสมุนไพรอาจจะลดน้อยถอยลงเมื่อเทียบกับที่แม่ติ๋วและเด็กๆ บ้านโฮมฮักทำกันเองเรื่องยาต้านมะเร็งแผนปัจจุบันก็เหมือนกัน เมื่อครั้งยาต้านมะเร็งเคลื่อนตัวเข้าหาแม่ติ๋ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านได้รับฤทธิ์ข้างเคียงจากยาทำให้อ่อนเพลียต้องนอนหลับหรือพักกลางวันบ้าง ทำให้ต้องห่างจากเด็กๆ บ้านโฮมฮัก บางครั้งยาต้านมะเร็งก็ไม่ต้องซื้อหาเพราะหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่กระบวนการได้ยานั้นยากเย็นแสนเข็ญ ไหนจะการเดินทาง ไหนจะการติดตามผล ไหนจะความไม่มั่นคงของการได้ยา เหล่านี้สร้างความลำบากและความหวั่นวิตกต่ออนาคตทั้งสิ้น ท่านจึงตัดสินใจอยู่กับปัจจุบันและอยู่กับเด็กๆ บ้านโฮมฮักที่ท่านรักอย่างดีที่สุดมากกว่าคำถามสำหรับระบบสุขภาพจึงเป็นว่า เราจะใช้ความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ยาใหม่ๆ การรักษาใหม่ๆ กับชุมชนและชาวบ้านในชุมชนได้อย่างไร โดยไม่ไปรบกวนหรือทำลายความเป็นชุมชนที่มีอยู่ กรณีของแม่ติ๋วและบ้านโฮมฮักก็คือโดยไม่ไปรบกวนความรัก ความผูกพัน ความเอื้ออาทร และการมีกิจกรรมร่วมกันของทุกคน เพราะเหล่านี้คือบริบทที่ดีและเป็นไปได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แม่ติ๋วมีสุขภาวะที่ดีถึงวันนี้นอกเหนือจากความจริงที่ว่า แม่ติ๋วพัฒนาจิตจากการทำงานยากและการตระหนักรู้ว่าชีวิตเป็นของเรา มิใช่ของมะเร็ง เราจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าเช่นไรเป็นเรื่องของเรา มิใช่เรื่องของระบบนอกจากเรื่องของแม่ติ๋วแล้ว ยังมีเรื่องของเด็กๆ บ้านโฮมฮักหลายคนที่รอดตายดั่งปาฏิหาริย์ทั้งที่ติดเชื้อรุนแรงหรือติดเชื้อฉวยโอกาส ระดับภูมิคุ้มกันต่ำอย่างมากเมื่อวัดจากระดับซีดีโฟร์ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของการติดเชื้อเอดส์ตัวหนึ่ง เด็กหลายคนควรจะตายนานแล้วแต่รอดชีวิตจนเติบโตเรียนหนังสือและยังช่วยเหลือกันรักกันไม่จืดจาง เมื่อไปโรงเรียนก็มีความรักตนเองถึงขนาดประกาศได้ว่า “กู เด็กบ้านโฮมฮัก”บางครั้งแม่ติ๋วก็จะมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการดูแลเด็ก ตัวอย่างหนึ่ง เช่น เมื่อคุณแม่ติดเชื้อรายหนึ่งใกล้ตาย ท่านให้ลูกซึ่งติดเชื้อเช่นกันจับมือแม่ไว้ และพูดให้เด็กเข้าใจว่าความสัมพันธ์กับแม่นั้นจะไม่มีวันขาดหายแม้ว่าแม่จะตายไปแล้วก็ตาม ที่แม่ติ๋วไม่ทราบคือนี่เป็นวิธีสถาปนาตัวตนของแม่ให้ฝังลงในจิตใจของผู้เป็นลูกตลอดกาล และเป็นต้นทุนที่จะทำให้เด็กบ้านโฮมฮักมีตัวตนสมบูรณ์และรักตนเองถึงขนาดประกาศได้ว่าตนเองอยู่บ้านโฮมฮักอย่างไรก็ตาม หลายต่อหลายอย่างที่แม่ติ๋วทำนั้นล้วนทำภายใต้บริบทของบ้านโฮมฮักที่ซึ่งอุดมไปด้วยความรัก ความไว้ใจ และความเคารพในชีวิตทั้งของตนเองและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความหมายก็คือวิธีที่แม่ติ๋วใช้นั้น หากใครบางคนคิดจะลอกแบบไปใช้ในพื้นที่อื่นก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่แม่ติ๋วทำเพราะบริบทนั้นต่างกัน เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ส่วนกลางหรือราชการมักไม่ยอมเข้าใจ จึงมักมีนโยบายหรือคำสั่งให้ทุกพื้นที่ทำอะไรเหมือนๆ กันหรือลอกแบบกัน โดยขาดความเคารพในบริบทของพื้นที่นั้นๆศ.นพ.ประเวศ วะสี เรียกบริบทของบ้านโฮมฮักนี้ว่าเป็น healing community คือชุมชนที่มีความสามารถในการเยียวยากันเอง ซึ่งจิตวิวัฒน์เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความรัก ความเชื่อมั่นในมนุษย์ ความเคารพตนเอง ความเคารพผู้อื่น รวมทั้งความเคารพในศักยภาพของชุมชน เวลาส่วนกลางหรือราชการหรือความช่วยเหลือใดๆ จากภายนอกจะเข้าไปในชุมชนใดๆ จึงควรระมัดระวังที่จะไม่ไปรบกวนบริบทของชุมชน ไปทำลายความเชื่อมั่น หรือไปแยกสลาย healing community ที่มีอยู่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อนาคตของแม่ติ๋วและเด็กๆ บ้านโฮมฮักจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ สำหรับวันนี้ ทุกคนอยู่ในสุขภาวะที่ดีตามสมควร แม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นมะเร็ง และที่เหลือจะติดเชื้อก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ฐานข้อมูลผู้ป่วย ACS ที่ PULLMAN ขอนแก่น

เมื่อ1-2 มิย หอบ Labtop ไปขอนแก่นหนักมาก เตรียมไปเรียนรู้ การจัดการข้อมูล ACS ::::ACUTE CORONARY SYNDROME ต้องบอกว่า Information IS Power กันจริงๆด้วย เห็นความตั้งใจของท่านอาจารย์ แล้วขอแสดงความนับถือค่ะ


ประเทศไทยเรา หลายองค์กรพบว่ายังมีจุดด้อยเรื่องการมีข้อมูลที่สำคัญต่อการพัฒนา มักอ้างถึงข้อมูลของต่างประเทศ ...""""การที่ทีมงานมีการจัดทำฐานข้อมูล ACS ได้สำเร็จ เราก็จะได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาเพื่อลดอัตราตาย อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เกินคาดที่ โรงพยาบาลสุไหงปาดี

เกินคาดที่ โรงพยาบาลสุไหงปาดีแม้ว่าผอก.จะกลัวว่าทีมงานจะเครียดในการทำคุณภาพ ไม่ได้ตั้งธงชัยไว้ว่าอยากผ่านการรับรองแต่สิ่งที่เห็นนับแต่เข้าในรั้วโรงพยาบาล คือการเตรียมพร้อมที่ดี ไหลลื่นจนเพลินที่จะรับเรื่องราวต่างๆที่ทีมงานผลัดกันนำเสนอ แอบจับกระแสความตื่นเต้นเอาไว้ได้นิดๆ
ความที่มีพื้นของการทำกระบวนการคุณภาพมานาน ทำให้ไม่ยากนักที่ทำการต่อยอดการพัฒนาขั้นต่อไปได้
การลงเยี่ยมหลายครั้งได้เรียนรู้การนำเสนอเรื่องเล่า เร้าพลัง บ่งบอกถึงการเข้าถึงจิตวิญญาน การเอาใจใส่ มุ่งมั่น คิดเสมอว่าจะตอบคำว่าคุณภาพและความปลอดภัยกันอย่างไร นั่นคือ ทีมงานได้จับหัวใจการทำงานเพื่อสุขภาพประชาชน มาแล้ว โดยไม่ได้คิดถึงว่านั่นคือเครื่องมือคุณภาพชื่ออะไร......
เช่นเรื่องจิตเวชในProcess แสดงให้เห็นเป็นระยะว่าผป.TBที่มารอตรวจเป็น Risk อาจกระจายเชื้อให้ผป.อื่นจึงร่วมกันวิเคราะห์แก้ไข ใช้ Tree diagram เป็นเครื่องมือจัดระบบการแยกผป.กลุ่มเสี่ยงไป การต่อยอดเทียบมาตรฐานแล้วทำต่อให้ครบถ้วน นั่นเป็นสิ่งที่เราคอยเป็นกำลังใจ
การที่ทีมมีเป้าหมายร่วม ทำให้งานสำเร็จ และการคำนึงถึงมิติคุณภาพทำให้มีความครบถ้วนยิ่งขึ้น

สุคิริน เมารถกับสายฝน^__^

ผู้นำที่มีความมุ่งมั่นย่อมทำให้คนในหน่วยงานมีความรู้สึกได้ ถึงการเดินทางที่มีจุดหมาย อบอุ่นภายใต้ร่มใหญ่ แม้จะเพิ่งกางออกก็ตาม เสียงที่ได้ยินขณะคุยกันไม่เป็นทางการ...อยากทำHA เป็นมรดกให้โรงพยาบาลสุคิริน.....ผู้อำนวยการบอกทีมงานอย่างนั้น น้องหัวหน้าพยาบาลยิ้มแก้มป่องเชียว
วันที่6 พฤษภาคม ยามเช้าที่รายทางยังมีหมอกปกคลุม หุบเขา สดชื่น นี่หรือพื้นที่สีแดง คือการเดินทางไปโรงพยาบาลสุคิริน อำเภอที่มีคนบอกว่าเป็นสวิสเซอร์แลนเมืองไทย เป็นครั้งแรก เส้นทางมีหลุมเป็นระยะแม้พยายามหลบก็ไม่วายกระเทือน แต่สิ่งที่คิดในใจคือหลุมที่มองไม่เห็นต่างหากที่กลัว เราทุกคนรู้แต่ไม่พูดเท่านั้นเอง เสียงที่ได้ยินคือเรื่องเล่าของพี่แต๋วกับการเตรียมตัว เสนอแนะหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย จากอจ.ผ่องพรรณ ธนา
โรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล แถมคนทำงานอยู่แค่ระยะสั้นๆ น้องๆที่ทำงานเป็นน้องเพิ่งจบย้ายมาทำงานแทนพีที่ย้ายออกไป มองหน้าแล้ว??? การที่จะเข้าใจการใช้เครื่องมือHA คงต้องรับงานไปถ้วนหน้าแน่แล้ว

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ตากใบ รือเสาะ จะแนะ กับนักเรียนฝึกหัด

การติดตามอาจารย์ครั้งนี้ได้ร่วมแบ่งเบา (เรียนรู้) การเป็นที่ปรึกษางานคุณภาพครั้งแรก
จากการที่ออกไปฟังแต่ละโรงพยาบาล อย่างตั้งใจ.........บางแห่งเราพบการทำงานที่คำนึงถึงการเป็นผู้ให้บริการที่มี หัวใจของความเป็นมนุษย์ โดยที่ไม่มีกรอบ ของมาตรฐานทำให้เกิดฐานที่เป็นปึกแผ่น
ตัวเองคิดเสมอว่าถ้าคนใดก็ตามได้รับในสิ่งที่เป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตพอเพียง อิ่มตัวแล้ว ย่อมต้องกลายเป็นผู้ให้ได้อย่างอัตโนมัติ เกิดความรู้สึกอยากทำสิ่งดีๆ ยิ่งอยู่ในสายงานการดูแลสุขภาพประชาชนแล้ว ก็จะไม่พ้นการทำเพื่อสุขภาพกาย ใจ
อย่างไรก็ดีการที่คนต้นคิดเป็นผู้มีพลัง รู้จักนำกลยุทธ์ ชกจูงผู้คนต่างวิชาชีพมาร่วมกันช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส เราจะเห็น ความปิติสุข สะท้อนจากเรื่องเล่า ที่เราได้ฟัง

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

หลายหัวดีกว่า QA ของเรา

การตอบแบบประเมินคุณภาพพยาบาลภายในวันนี้เกิดขึ้นเพราะ เราหยุดมาหลายวันแถมหยุดแบบไม่คาดคิด อีกต่างหากเรียกว่า LOS มากกว่า 7 วัน( เฉลี่ยวันนอนในไอซียู) ถูกน้องนู๋แหม่ม ตามตั้งแต่เมื่อคืนว่าวันนี้ เจอกันที่ห้อง ทักษิณา แถมต้องช่วยน้องทำงานนำเสนอด้วย น้าพี่
สรุปการประชุมวันนี้ รวมกว่า 6ชม.แม้จะยาวนาน และถือว่าผิดแนวทางการประชุมที่มีประสิทธิภาพก็ตาม แต่ทำให้พวกเรา
ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นคุณภาพการบริหารการพยาบาล ทั้ง 4 ประเด็นแบบที่เคลียร์ใจ กันไปเลย ส่วนที่เคยสงสัยก็เห็นทางสว่าง (บ้างแล้ว) เป็นการบูรณาการโดยพี่แต๋ว บอกแล้วว่าถ้าลงตั้งใจซะอย่าง เราต้องทำได้ถ้ามีไฟ????? โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าระบบคุณภาพโดยรวมนั้น ต้องสามารถบูรณาการกันได้ แม้ว่าจะอยู่ในชื่อเรียกว่าอะไร
การร่วมกันทำความเข้าใจ ในแต่ละประเด็นของคนทำงาน เป็นเรื่องที่ต้องให้เวลามากพอไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น ตาบอดคลำช้าง เกาไม่ถูกที่อยากเกา เกาไม่ถึง ทำให้เสียเวลา เกิดการพัฒนาไม่เฉพาะเจาะจงและไม่ต้องถามว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่???? ก็ไม่มีใครกล้าตอบอย่างมั่นใจ
สิ่งที่เห็นว่ามีปัญหาอีกอย่างคือ การที่หัวหน้าทุกระดับใส่ใจในเรื่องการพัฒนาตนเองของเหล่าน้องๆ องค์ความรู้ เป็นเรื่องที่หยุดรอกันไม่ได้ แต่ต้องไล่ให้ทันทุกขณะ
สรุปข้อเสนอแนะไว้กันลืม
ทิศทางการจัดองค์กรการบริหารงานในหน่วยงาน
- การทำแผนของหน่วยงาน สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์กลุ่มการฯ แต่ควรจัดกลุ่มใหม่ตามกลยุทธ์แต่ละข้อ
- การทำ SWOT ในหน่วยงานเป็นอย่างไร เช่น
จุดอ่อน = ปริมาณงานมาก อุปกรณ์ ?
จุดแข็ง = Staff ทีมพยาบาล ?
โอกาส = สถานที่อำนวย นโยบาย ?
สิ่งคุกคาม = การยกระดับเป็น รพศ. สถาบันสมทบ สอนแพทย์ชั้นคลินิก
ของโรงพยาบาล?
- การกำหนดจุดเน้น การดูแลผู้ป่วยของกลุ่มการพยาบาล( STEMI DM COPD Head Injury Pneumonia PIH PPH ) มีความสัมพันธ์กับการกำหนดสมรรถนะพยาบาล ในปีที่ผ่านมา- ปีนี้ อย่างไร
- อะไรคือ ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง( ตั้งแต่การนำข้อมูลผป.มาใช้บริหารจัดการ)
นำข้อมูลของกลุ่มการมาใช้บริหารจัดการ( สารสนเทศ) เช่น
- การที่มีผป.หนักเข้าไอซียูไม่ได้ วันละ 8-10 รายการที่มี ผู้ป่วยศัลยกรรม มากที่สุด( 40-50 %)เป็นเหตุให้ต้องเปิด ไอซียู Traumaอีก 6 เตียงในปี 2552

ทีมการพยาบาลและการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่
- การพัฒนาบุคลากร มีพยาบาลอบรมที่ไอซียู กี่ % คนที่ยังไม่ได้รับการอบรมมีการบริหารจัดการอัตรากำลังอย่างไร ให้วิเคราะห์ความต่างเพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆด้วย
นำข้อมูลของกลุ่มการมาใช้บริหารจัดการ ( สารสนเทศ) เช่นการจัดประชุมวิชาการประจำปี( การพยาบาลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจและแนวทางป้องกันปอดอักเสบ จากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาของการดูแลผู้ป่วยหนักใน Ward และการเป็นที่ปรึกษาเมื่อผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ

การบริการพยาบาล
การใช้กระบวนการพยาบาลยังไม่ครอบคลุม
ระยะแรกรับ Assessment การซักประวัติให้ค้นหาว่าผู้ป่วย( CHF ) มีอาการขณะอยู่ที่บ้านอย่างไรบ้าง ต้องพยายามถามให้ได้มากที่สุด ไม่ได้วันแรกก็ถามวันต่อไป
ระยะที่ 2 Plan of Care การวางแผนการพยาบาลผป.วิกฤตมีการเขียนบันทึกที่ใช้
การเขียนข้อวินิจฉัยการพยาบาล และปัญหา ควรมองให้ลึก กว่านี้เพื่อนำมาวางแผนการพยาบาลได้ครอบคลุมจริง ไม่ควรเป็น Dr. Dx เช่น ผป.CHF มีปัญหาระบบไหลเวียนทั่วร่างกาย การประเมินต้องทำให้มองเห็นผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ ทุกส่วน อย่างลืมว่าสมองก็มีความผิดปกติได้ด้วย ดังนั้นการ check coma score ต้องเห็นในการเฝ้าระวัง

- ประจำชั่วโมง(ใบV/S) ซึ่งไอซียูกำลังปรับปรุง ( ใช้V/S เดิมเพิ่ม coma score )
- Early Detect ผู้ป่วยแต่ละรายอย่างไร ตามโรคที่เป็น( ใช้ Pre Arrest sign / Specific clinical risk ) ช่วยกันตอบ ตามที่หยิบ chart มาดู
- ให้มีการนำแนวทางปฏิบัติที่มีมาตรฐานเฉพาะโรค (CNPG: clinical nursing practice guideline) มาใช้เป็นแนวทาง ( ควรมีอย่างน้อยโรค ที่เป็นจุดเน้น )
- มีการเฝ้าระวังด้าน Nursing อย่างไร / อุบัติการณ์อย่างไร( การป้องกัน VAP)

ระยะที่3 การพยาบาลที่บอกว่าทำ Self Care เป็นอย่างไร
- มีการเตรียมความพร้อมการดูแลตนเองก่อนย้ายออก อย่างไร (ได้สานต่องานวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมของญาติผป. ในการดูแลผป.อยู่และกำลังปรับNNให้ครอบคลุมการบันทึกส่วนที่เป็น ระยะที่ 3 หลังทบทวนเวชระเบียนพบว่าไม่ตอบมาตรฐาน QA การวางแผนจำหน่ายอกจากไอซียู )
- ตัวชี้วัดคุณภาพที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง Re admit มีการทบทวนสาเหตุแล้วว่าเกิดจากการพยาบาล และจากภาวะโรคที่เกิดเพิ่มขึ้น

ความพร้อมของอาคารและอุปกรณ์เครื่องใช้ในการให้บริการ
- จัดทำแผนซื้อเครื่องมือเพิ่มใช้ข้อมูลอะไรมาสนับสนุนการ จัดซื้อเพิ่ม เล่าที่มา ที่ไป ( การ)
- มีการสอบเทียบเครื่องมือ
การประกันคุณภาพการพยาบาล สิ่งที่ดีแล้ว
- การพร้อมรับภาวะฉุกเฉิน ช่วยฟื้นคืนชีพผป.(ทีมของไอซียู เครื่องมือพร้อมใช้ ไม่พบภาวะแทรกซ้อนอบรม CPR 100%)
- การได้รับอาหารทางสายยางอย่างปลอดภัย(Drip ไม่สำลัก ไม่ท้องเสีย)
VAP <>